fbpx
  • 09/23/2020

เจาะแก่นการใช้งาน dB-Mark DP26 Mark IV

“DP26 Mark IV เป็นมากกว่าดิจิตอลครอสโอเวอร์ มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียง รองรับงานคอนเสิร์ตไปจนถึงงานติดตั้งถาวร”

ผลิตภัณฑ์แบรนด์ dB-Mark เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ บริษัท นัฐพงษ์ฯ เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายในเมืองไทยแต่ผู้เดียว สำหรับ dB-Mark เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน แบรนด์นี้มีการวิจัยและพัฒนาสินค้าด้วยตนเอง โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ จึงทำให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ตรงความต้องการผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนั้น dB-Mark ยังเป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้แบรนด์อื่นๆ อีกหลายยี่ห้อ โดยเป็นการผลิตในลักษณะการทำ OEM ในส่วนของแบรนด์ dB-Mark นั้น ได้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับระบบเสียง PA จำนวนหลายรายการ อาทิ อะนาลอกมิกเซอร์ เพาเวอร์แอมป์ ตู้ลำโพง รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อเอฟเฟ็กต์ ชุดเอาท์เลตและดิจิตอลโพรเซสเซอร์

dB-Mark DP26 Mark IV เป็น Digital Speaker Management คุณภาพอีกตัว ถือเป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย นำไปใช้กันทั้งในงานคอนเสิร์ตและงานติดตั้งถาวร จุดเด่นของ DP26 Mark IV ใช้งานง่าย คุณภาพดี ราคาไม่แพง รุ่นล่าสุดคือ Mark IV ซึ่ง DP26 ไม่ได้เป็นคอนโทรลเลอร์

DP26 Mark IV เป็น Digital Speaker Management ที่สามารถจัดการระบบเสียงได้หลากหลายรูปแบบ

หากกล่าวถึงอุปกรณ์ที่เป็นคอนโทรลเลอร์นั้น ส่วนใหญ่ทางโรงงานจะทำการฟิกซ์โปรแกรมพรีเซตมาให้ ว่าใช้กับลำโพงรุ่นอะไร เพราะมีการปรับแต่ง EQ ตัดครอสโอเวอร์จากโรงงานแล้ว ซึ่งจะฟิกซ์พรีเซตมาให้ มีการกำหนดเอาท์พุต 1.2.3.4 เป็นอะไรบ้าง เราจะใช้งานพรีเซตไหนก็เลือกโหลดพรีเซตเหล่านั้นขึ้นมา จะเป็น 2 ทาง 4 ทาง หลังจากปรับแต่งเสร็จก็ Save ไว้เป็น User พรีเซตเพื่อนำไปใช้งาน ส่วน DP26 ทุกอินพุตและเอาท์พุตจะ flat ทั้งหมด

สำหรับฝั่งเอาท์พุต เรายังสามารถกำหนดเลือกรับอินพุตจากแหล่งกำเนิดที่ต้องการได้ด้วย เช่นจากช่อง A, B, C, D อุปกรณ์ตัวนี้สามารถบริหารจัดการลำโพงได้หลากหลาย สามารถทำเป็นสปลิตเตอร์ (splitter), เมทริกซ์ (matrix), ดิสทริบิวเตอร์ (distributor) ซึ่งจะเห็นว่า DP26 Mark IV ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อนำมาใช้เป็นดิจิตอลครอสโอเวอร์เพียงอย่างเดียว

คุณสมบัติที่น่าสนใจ

DP26 Mark IV สเป็คหลักคือมี 2 อินพุต 6 เอาท์พุต ฝั่งอินพุตจะใช้ฟังก์ชัน LIMITER, Noise Gate ได้ แต่จะใช้คอมเพรสเซอร์ไม่ได้ ส่วนเอาท์พุตจะมีให้ครบทุกเอาท์พุต สามารถทำดีเลย์ได้ถึง 340 เมตร มีหน่วยประมวลผลเชิงสัญญาณ หรือ DSP ความละเอียดที่ 96kHz, 32-bit Floating-Point ลักษณะเสียงของ DP ซีรี่ส์จะออกแนวดุดัน น้ำเสียงจะเหมือนกันทั้งซีรี่ส์

นอกจากนั้น ยังมีซอฟต์แวร์ให้ใช้งาน โดยเวอร์ชันล่าสุดคือ G-DV4.01 เมื่อสำรวจหน้าเครื่องจะพบปุ่มกดใสๆ ทั้งในส่วนที่เป็นอินพุตและเอาท์พุต สั่งงานได้อิสระ โดยมีรูปแบบฟิลเตอร์ชนิดต่างๆ เหมือนกันทุกรุ่น ในรุ่นท็อปสุดของซีรี่ส์นี้คือ 4 อินพุต 8 เอาท์พุต นั่นคือ DP48 Mark IV ความยืดหยุ่นของอุปกรณ์ dB-Mark นั้น มีความยืดหยุ่นในแง่ที่ว่า มันสามารถกำหนดเอาท์พุตเป็นช่วงย่านความถี่ใดก็ได้ หรือกำหนดให้รับอินพุตใด ไม่รับอินพุตใด หรือใน 1 เอาท์พุตเซตให้รับทั้ง 4 อินพุตเลยก็ได้


DP26 Mark IV : ด้านหน้าเครื่องบริเวณนี้ ประกอบด้วยปุ่มสวิตซ์ฟังก์ชัน และปุ่มสำหรับควบคุม [OUTPUT 1-6]

ในกรณีที่มีการซัมสัญญาณจะได้ความดังมากขึ้น +3dB เช่น กรณีเราซัมสัญญาณของตู้ซับวูเฟอร์ ปกติธรรมชาติของตู้ซับวูเฟอร์จะไม่มีทิศทางของเสียงอยู่แล้ว หรือเราจะทำเป็นตู้ฟูลเร้นจ์ทั้งหมดเพื่อใช้สำหรับห้องประชุม ไม่มีสัญญาณข้างซ้ายและขวา แต่เมื่อซัมเป็นโมโนก็จะได้ความดังมากขึ้น หรือจะทำระบบดีเลย์ในร้านอาหารก็ได้ ถามว่าคุณภาพเสียงของ dB-Mark รองรับงานระดับไหนได้บ้าง

ต้องยอมรับว่า dB-Mark สามารถใช้งานในระบบเสียงครอบคลุมทุกประเภท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผู้จูนระบบด้วย ถ้าหากเข้าใจระบบ เข้าใจอุปกรณ์ ก็สามารถทำให้คุณภาพเสียงของระบบนั้นออกมาดีได้

สำหรับเครื่องที่มาจากโรงงานจะไม่มีพรีเซตของตู้ลำโพงใดๆ ผู้ใช้ต้องสร้างโปรแกรมพรีเซตเอง ซึ่งต้องบอกว่าทำง่าย ไม่ยุ่งยาก ผู้ใช้สามารถกำหนด dB ค่าความชันกราฟ (Slope) กำหนดรูปแบบฟิลเตอร์ เช่นเราจะตัดครอสโอเวอร์เป็น Butterworth, Bassel, Linkwitz–Riley ก็เลือกได้ ส่วนระดับความชันสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 12dB/Octave ไปจนถึง 48dB/Octave ครอบคลุมฟิลเตอร์ทั้ง 3 ชนิด

ส่วน EQ มีให้ 6 แบนด์ความถี่ปรับแต่งอินพุต/เอาท์พุตได้อย่างอิสระ สามารถเลือกรูปแบบความชันได้ทั้ง Lo-shelf และ Hi-shelf สามารถปรับ GAIN ของแต่ละแบนด์ความถี่ได้ตั้งแต่ -20dB ถึง 20dB ด้านหลังเครื่องจะมีช่องเชื่อมต่อสัญญาณแบบ XLR และพอร์ต RS485 ซึ่งมีไว้เชื่อมต่อระบบอุปกรณ์หลายเครื่องในคราวเดียว เพื่อทำการรีโมทระยะไกล โดยรองรับได้สูงสุด 1,500 เมตร หรือ 1.5 กิโลเมตร และได้สูงสุด 250 อุปกรณ์

ปุ่มสวิตซ์ฟังก์ชันต่างๆ บนหน้าเครื่องง่ายต่อการใช้งาน มีโปรแกรมพรีเซต 30 User สามารถเก็บค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ไว้ในเครื่องได้ และยังมีระบบป้องกันความปลอดภัยด้วยฟังก์ชัน LOCK ทำให้กำหนดขอบเขตการใช้ของปุ่มหรือฟังก์ชันต่างๆ ได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ สามารถปรับ GAIN/LIMITER ของเอาท์พุตได้ ซึ่งแต่ละเอาท์พุตสามารถลิงค์พารามิเตอร์ต่างๆ ร่วมกันได้


DP26 Mark IV : มุมมองด้านหลังของ DP26 Mark IV ประกอบด้วยช่องเชื่อมต่ออินพุต/เอาท์พุต สวิตซ์เปิด/ปิดเครื่อง ช่องต่อสายไฟฟ้า และพอร์ต RS485

สำหรับคุณสมบัติของอินพุตอิมพีแดนซ์รองรับได้สูงถึง 20kOhms ส่วนฝั่งเอาท์พุตได้ 100 Ohms สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านสาย USB และมาพร้อมกับไดรเวอร์ โดยช่องสำหรับเชื่อมต่อ USB นั้น อยู่ด้านหน้าอุปกรณ์ ส่วน RS485 อยู่ด้านหลังเครื่อง น้ำหนักตัวเครื่อง 3.6kg.

ต้องรู้อะไรบ้าง

ก่อนที่ท่านจะซื้ออุปกรณ์ประเภทนี้ไปใช้งานต้องรู้ก่อนว่า จะนำไปใช้งานอะไร ทำงานแบบไหน แล้ววางแผนอะไรไว้ ควรมีการวางแผนก่อน เมื่อวางแผนเสร็จค่อยตัดสินใจซื้อ ถามว่าอุปกรณ์ dB-Mark DP26 Mark IV เหมาะกับซิสเท็มระดับไหน ตอบว่าสามารถใช้งานทั่วไป จนถึงระดับคอนเสิร์ตเลยทีเดียว ถามว่าใช้งานตัวเดียวจบไหม ตรงนี้อยู่ที่ว่าเราวางแผนหรือออกแบบระบบเสียงไว้แบบไหน สมมติ เป็นงานอีเว้นต์ใช้ตู้พ้อยต์ซอร์สธรรมดา กรณีนี้แท่นเดียวจบ เพราะมันไม่มีอะไรมาก อาจจะมีแค่ตู้ฟูลเร้นจ์และตู้ซับข้างละหนึ่งใบ

แต่ในกรณีซิสเท็มใหญ่ขึ้น เราก็ต้องพิจารณาว่า อุปกรณ์ที่เรามีอยู่มันพอไหม หากเป็นรุ่น DP26 Mark IV มันจะทำงานในโหมดสเตริโอได้เพียง 3 ทาง นั่นคือทุ้ม-กลาง-แหลม แบบซ้าย/ขวา หากจะทำเป็นซับเซ็นเตอร์ ทำดีเลย์ด้านหลัง งานลักษณะนี้ใช้อุปกรณ์ตัวเดียวไม่เพียงพอ

หากเป็นงานทั่วไปที่ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดกับลำโพงมากนัก ซิสเท็มอาจจะมีแค่ลำโพงทุ้ม-กลาง-แหลม แล้วติดตั้งให้ตัวลำโพงเหล่านั้นพ่วงกันไป แล้วพิจารณาว่าจะใช้เพาเวอร์แอมป์กี่ตัว ลำโพงกี่ใบ..

อ่านต่อหน้า 2

Read Previous

เปิดประตูสู่โลกอุปกรณ์ CIS ของ Yamaha

Read Next

Review | Steinberg UR-RT4 ออดิโออินเทอร์เฟซระดับ Hi-End