fbpx
  • 09/23/2020

Review | Topp Pro DM-24.8 ดิจิตอลมิกเซอร์

“มี 24 แชนเนล 12 DCA เอฟเฟ็กต์ 2 แร็ค ภาค DAC 24-bit เป็นจอทัชสกรีน ควบคุมผ่าน iPad”

Topp Pro DM-24.8 เป็นดิจิตอลมิกเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ก่อนหน้านี้ภายใต้แบรนด์ Topp Pro มีการผลิตดิจิตอลมิกเซอร์ออกสู่ตลาดแล้วจำนวน 2 รุ่น คือรุ่น T20 และ T2208 สำหรับรุ่น DM-24.8 ได้ออกแบบรูปทรงขึ้นใหม่ ซึ่งหากพิจารณาคุณสมบัติในรุ่น T20 และ T2208 นั้น สังเกตว่าทั้งสองรุ่นจะมีสไลด์เฟดเดอร์เพียงก้านเดียว ไม่ว่าจะเป็นเฟดเดอร์แชนเนล เฟดเดอร์ Group เฟดเดอร์ Aux เฟดเดอร์ DCA และ เฟดเดอร์ Master ก็ตาม แต่ในรุ่น DM-24.8 นั้น ได้ออกแบบพัฒนาขึ้นมาใหม่ ทั้งรูปลักษณ์และฟังก์ชันการทำงาน

ภาพรวมตัวมิกเซอร์

สำหรับฟังก์ชันการทำงานนั้นยังมีหลายส่วนคล้ายคลึงกับรุ่น T2208 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้า ในขณะรุ่น DM-24.8 จะให้เฟดเดอร์มาจำนวนมากกว่า โดยมีทั้งหมด 24 แชนเนล แบ่งเป็น 2 Layer แต่ละ Layer จะมีจำนวน 12 แชนเนล ไม่รวมเฟดเดอร์ Master แต่หากนับรวมกันแล้วจะมีจำนวน 13 เฟดเดอร์ ถือว่ามีการพัฒนาให้เราทำงานง่ายขึ้น หลังจากได้รับคำวิจารณ์จากผู้ใช้ ที่มีปัญหาในเรื่องการใช้งาน ทาง Topp Pro ได้ปรับปรุงฟีเจอร์มิกเซอร์ให้ดีขึ้นหลายส่วน

Topp Pro 24.8 ดิจิตอลมิกเซอร์รุ่นล่าสุด มีการปรับปรุงโฉมใหม่หลายส่วน


ข้อด้อยของรุ่นเก่าคือมีเฟดเดอร์ก้านเดียวจึงทำให้การใช้งานไม่คล่องตัวนัก บางครั้งทำให้การทำงานยุ่งยากนิดหนึ่ง ดังนั้นในรุ่น DM-24.8 จึงถือว่าสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกสบาย หากเทียบกับรุ่น T2208 หน้าจอยังเป็นแบบทัชสกรีน และยังมีฟังก์ชัน Compressor, Gate, Limiter และ Delay รวมไปถึงภาค EQ อีกด้วย

นอกจากนี้ DM-24.8 ได้เพิ่มจำนวนฟังก์ชัน DCA ถึง 12 ช่อง ซึ่งถือว่าเยอะมาก ได้เพิ่ม Aux จำนวน 8 ช่อง จากเดิมที่สามารถเปลี่ยน Group > Aux แต่รุ่นนี้จะไม่มี Subgroup เพราะเปลี่ยนมาเป็น DCA แทน คราวนี้ในการใช้งานก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าต้องการโยนแชนเนลไปที่ Aux ไหน ส่วนภาค Gain อินพุตนั้น มีไฟสีน้ำเงินให้ดู เมื่อทำงานตอนกลางคืนจะเห็นชัดขึ้น แต่ลักษณะ Gain ยังเป็นแอนาลอกเหมือนเดิม ยังไม่ถูกพัฒนาให้เป็นดิจิตอล คาดว่าทางผู้ผลิตต้องการจะรักษาเนื้อเสียงแบบแอนาลอกเอาไว้

ส่วนฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์มีจำนวน 2 Rack เหมือนเดิม คือ FX1, FX2 ผู้ใช้สามารถเลือกเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ขึ้นมาใช้งานได้เลย โดยรวมนั้น DM-24.8 ถือว่ามีการพัฒนาให้น่าใช้งานมากขึ้นเลยทีเดียว

ฟังก์ชันต่างๆ สามารถสั่งงานผ่านหน้าจอทัสกรีนขนาด 7 นิ้ว


คุณสมบัติที่โดดเด่น

  • มี 24 แชนเนล (XLR Input ) / 12 XLR (Outs)
  • มี 8 XLR Aux Outs
  • มี 2 FX Engine
  • มี 24 Digital Inserts
  • มี Main Out และ Solo Bus Outs
  • มี 12 DCA Groups
  • เป็นมอเตอร์เฟดเดอร์
  • จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว
  • มีช่อง OLED แสดงชื่อแชนเนล
  • มีฟังก์ชัน Automix
  • มีช่องสำหรับติดตั้งการ์ดออปชัน Dante และ USB
  • สามารถใช้ iPad ควบคุมได้
  • ภาค DAC 24-bit depth
  • ประมวลผลภายใน 32-bit, floating point
  • Dynamic range 114dB
  • อิมพีแดนซ์ Mic 6.8kOhms, Line 75kohms, อื่นๆ 240 Ohms
  • มี PEQ, GEQ, Gate, Compressor

เจาะฟังก์ชันพื้นฐาน

สำหรับฟังก์ชันการใช้งานของ DM-24.8 เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรก หน้าจอมิกเซอร์จะโชว์ภาพรวม ของระบบทั้งหมด ส่วนแรกที่อยากแนะนำคือฟังก์ชันต่างๆ ในจอ อาทิ Compressor, Gate เมื่อกด C Strip บนจอจะเป็นการเข้าไปหน้ารวมของแชนเนล ส่วน Assign จะใช้สำหรับ Assign แต่ละแชนเนลให้ไปที่ไหนบ้าง

หากกดเป็น Compressor และ Gate ปุ่มฟังก์ชันจะอยู่แนวเดียวกัน ด้านข้างจะเป็นปุ่มพาราเมตริก EQ (PEQ) และกราฟิก EQ (GEQ) ซึ่งตัวกราฟิก EQ จะมีเฉพาะในภาคเอาท์พุตเท่านั้น เช่น ใน Aux Send และ Master

ภาพมุมกว้างมองเห็นส่วนประกอบตัวสวิตซ์ฟังก์ชันและสไลด์เฟดเดอร์ครบทั้ง 12+1 ก้าน


สำหรับฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์จะเห็น FX1 และ FX2 ชื่อฟังก์ชันอาจจะคล้ายกัน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะเลือกเอฟเฟ็กต์ใดมาใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน System และ Routing ไล่ไปถึง DCA และ Full Mix ซึ่งฟังก์ชัน Full Mix นั้นจะเป็นตัวโชว์ Level ต่างๆ ว่าผู้ใช้ดันสไลด์เฟดเดอร์ขึ้นไปเท่าไหร่ ส่วน DCA จะเป็นตัวโชว์ว่ามีแชนเนลอะไรอยู่ใน DCA นั้นๆ

ส่วนฟังก์ชัน Meters และ Mixer ในรุ่น T2208 มันจะแสดงเป็น Long Mixer ข้อดีของรุ่น DM-24.8 หากใช้ฟังก์ชัน Mixer มันจะโชว์ค่า Level ทำให้ผู้ใช้งานเห็นระดับค่าตัวเลขของตัวสไลด์เฟดเดอร์ที่มีการปรับแต่งในขณะนั้นๆ ส่วน Meters ใช้เช็คระดับความเบาดังของแหล่งสัญญาณที่เข้ามาในมิกเซอร์ สุดท้ายจะเป็นปุ่มลูกศร Bank Left กับ Bank Right มีหน้าที่กดเพื่อเลื่อนหน้าจอไปทางซ้าย-ขวา เพื่อดูแชนเนลต่างๆ ในจอ

สำรวจตัวมิกเซอร์

DM-24.8 มีส่วนประกอบ 2 หน้าหรือ 2 Layer ในแต่ละ Layer จะมีจำนวน 12 สไลด์เฟดเดอร์ โดยแยกเป็น Layer 1 เริ่มจากแชนเนลที่ 1-12 ส่วน Layer 2 เริ่มจากแชนเนล 13-24  ส่วนสไลด์เฟดเดอร์ Master จะแยกต่างหาก หากสำรวจด้านบนสุดของตัวมิกเซอร์จะพบลูกบิด Gain แต่ละแชนเนล ซึ่งด้านข้างลูกบิดนั้นจะมีไฟ LED ทำหน้าที่โชว์สถานะสัญญาณว่าเกิดการ Clip หรือไม่ ซึ่งระบบจะเป็นกึ่งแอนาลอก ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณจากไมโครโฟนและไลน์เข้ามาที่ตัวมิกเซอร์

มิกเซอร์รุ่นนี้มีจำนวน 24 แชนเนลพอดี เมื่อสำรวจฝั่งซ้ายมือจะเห็นปุ่ม Routing ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง Main โดยด้านล่างปุ่มนี้จะระบุไว้ว่า To Main หากไม่ต้องการส่งสัญญาณออก Main ก็ไม่ต้องกดปุ่มนี้ แต่ค่าเดิมจากโรงงานจะถูกเซตเป็น To Main ให้เรา

ภาพด้านบนฝั่งหน้าจอ มองเห็นลูกบิดควบคุม Gain อินพุตทั้ง 24 แชนเนล


ส่วนปุ่ม Assign จะเป็นปุ่มที่ใช้กำหนดให้แชนเนลนั้นๆ ทำงานฟังก์ชันอะไรบ้าง เช่น กำหนดให้ไป Aux 1-4 หรือ Aux 5-8 ในการปรับเปลี่ยนค่าต่างๆ ด้วยฟังก์ชัน Assign นั้น อย่างเช่น กรณีที่เราต้องการปรับแต่งค่าของ Aux 1-4 เมื่อแตะที่ Aux นั้นๆ หากหมุนลูกบิด Parameter Adjust สไลด์เฟดเดอร์ในจอก็จะเลื่อนขึ้นลงตามค่าของลูกบิด ขณะเดียวกันผู้ใช้ยังสามารถใช้งานผ่านจอทัชสกรีน โดยแตะที่หน้าจอ กล่าวคือใช้นิ้วแตะเลื่อนสไลด์ขึ้นลงได้เลย บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้งานลูกบิด Parameter Adjust ก็ได้

ปุ่ม 48V DC เมื่อกดปุ่มนี้ ในหน้าจอมิกเซอร์จะแสดงแชนเนลต่างๆ ผู้ใช้สามารถกดสถานะ On/Off ของแชนเนลเหล่านั้น หากต้องการใช้งาน Phantom Power เพื่อใช้กับคอนเด็นเซอร์ไมโครโฟน ระหว่างนั้นเครื่องจะถามว่าเราแน่ใจจะเปิด Phantom Power หรือไม่ จากนั้นค่อยกดปุ่ม Yes แต่กรณีเลือกเป็น Off เครื่องจะไม่ถาม

อ่านต่อหน้า 2

Read Previous

Review | Alto TROUPER ลำโพงคอมแพ็ค PA

Read Next

NEWS | Meyer Sound – Slim System ลำโพงรุ่นใหม่